Stereo EEG (sEEG)

Stereo EEG (sEEG) เป็นเทคนิคการวินิจฉัยที่มี non-invasive ใช้เพื่อระบุพื้นที่ที่แน่นอนในสมองที่เป็นต้นกำเนิดของอาการชัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักดื้อต่อยา (drug-resistant epilepsy) และอาจเป็นผู้ที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดรักษา ต่างจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองแบบทั่วไป (scalp EEG) ที่วัดการทำงานของสมองจากขั้วไฟฟ้าที่วางบนหนังศีรษะ sEEG จะใช้การสอดขั้วไฟฟ้าเข้าไปในสมองโดยตรงผ่านรูเล็ก ๆ ที่เจาะในกะโหลกศีรษะ ทำให้สามารถตรวจจับการทำงานของสมองที่ลึกได้อย่างละเอียดและมีความแม่นยำมากขึ้นในมิติ 3 มิติ

ลักษณะสำคัญของ Stereo EEG (sEEG) สำหรับโรคลมชัก:

  1. วัตถุประสงค์:
  • จุดประสงค์หลักของ sEEG คือการระบุจุดต้นกำเนิดของการชัก (seizure focus) หรือพื้นที่ที่สมองสร้างอาการชัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็น ลมชักเฉพาะที่ (focal epilepsy)
  • sEEG ถูกใช้ในกรณีที่วิธีการที่ non-invasive เช่น MRI, scalp EEG และเทคนิคการถ่ายภาพอื่น ๆ ไม่เพียงพอที่จะระบุตำแหน่งต้นกำเนิดของการชักได้ชัดเจน
  • ช่วยตัดสินใจว่าผู้ป่วยสามารถรับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการชักได้หรือไม่ โดยต้องแน่ใจว่าพื้นที่สมองสำคัญไม่ถูกกระทบ
  1. กระบวนการ:
  • การวางแผนก่อนผ่าตัด: ก่อนทำ sEEG ผู้ป่วยจะต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียด เช่น MRI, การตรวจ PET และการประเมินทางจิตวิทยา เพื่อระบุตำแหน่งที่อาจเป็นต้นกำเนิดของการชัก
  • การสอดขั้วไฟฟ้า: ขั้วไฟฟ้าจะถูกสอดเข้าไปในสมองผ่านรูเล็ก ๆ ในกะโหลกศีรษะ โดยทำภายใต้การดมยาสลบ ขั้วไฟฟ้าจะถูกวางในพื้นที่เฉพาะตามประวัติการชักของผู้ป่วยและการวิเคราะห์ทางกายวิภาค
  • การติดตามอาการ: ผู้ป่วยจะถูกติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายวันถึงสัปดาห์ โดยขั้วไฟฟ้าจะบันทึกการทำงานของสมองระหว่างการชักและช่วงปกติ
  • การวิเคราะห์ข้อมูล: ข้อมูลที่บันทึกได้จะถูกวิเคราะห์เพื่อระบุตำแหน่งต้นกำเนิดของการชักและเส้นทางที่อาการชักส่งผลต่อสมอง
  1. ข้อดีของ sEEG:
  • ความแม่นยำ: sEEG ให้การวิเคราะห์แบบ 3 มิติที่แม่นยำมาก ทำให้สามารถระบุตำแหน่งที่ลึกในสมองที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วย EEG แบบดั้งเดิม
  • การบุกรุกน้อยกว่า: เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นเช่น subdural grids ที่ต้องเปิดกะโหลก sEEG ใช้การเจาะรูเล็ก ๆ ในกะโหลก ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่า
  • ความปลอดภัย: sEEG มีความเสี่ยงน้อยกว่าวิธีการผ่าตัดอื่น ๆ โดยมีความเจ็บปวดน้อยกว่า ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และมีภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดน้อยกว่า
  1. ผู้ที่เหมาะสมกับ sEEG:
  • ผู้ป่วยที่มี ลมชักดื้อต่อยา (drug-resistant epilepsy) หรือที่เรียกว่า ลมชักที่รักษาไม่หาย (intractable epilepsy) ซึ่งอาการชักไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยา
  • กรณีที่การวินิจฉัยเบื้องต้นไม่สามารถระบุตำแหน่งต้นกำเนิดของการชักได้อย่างชัดเจน
  • ผู้ป่วยที่อาจได้รับประโยชน์จากการผ่าตัดเพื่อควบคุมการชัก แต่ต้องการการวางแผนอย่างละเอียดเพื่อตัดสินใจไม่ให้กระทบต่อพื้นที่สมองสำคัญ เช่น การควบคุมการเคลื่อนไหว ภาษา หรือความจำ
  1. ความเสี่ยง:
  • แม้ว่า sEEG จะเป็นวิธีการที่มีการบุกรุกน้อยกว่า แต่ก็ยังมีความเสี่ยงบางประการ เช่น:
    • การติดเชื้อ: อาจเกิดการติดเชื้อที่บริเวณที่สอดขั้วไฟฟ้า แม้ว่าจะพบได้น้อย
    • เลือดออกในสมอง: อาจเกิดเลือดออกภายในสมองเล็กน้อย (intracranial hemorrhage) แต่เป็นกรณีที่พบไม่บ่อย
    • การบาดเจ็บต่อสมอง: มีความเสี่ยงน้อยต่อการบาดเจ็บของเนื้อสมองระหว่างการสอดขั้วไฟฟ้า แต่มีการวางแผนอย่างรอบคอบและใช้เทคนิคที่ทันสมัยเพื่อลดความเสี่ยงนี้
  1. ผลหลังการทำ sEEG:
  • เมื่อสามารถระบุตำแหน่งต้นกำเนิดของการชักได้แล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด:
    • การผ่าตัดลมชัก: หากตำแหน่งที่เกิดการชักสามารถระบุได้ชัดเจนและอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ส่งผลกระทบสำคัญ การผ่าตัดเพื่อนำส่วนที่เป็นปัญหาออกหรือทำให้ไม่เชื่อมต่อกับส่วนอื่น ๆ ของสมองอาจช่วยลดหรือกำจัดการชักได้
    • การกระตุ้นระบบประสาท: ในกรณีที่การผ่าตัดไม่สามารถทำได้ อาจพิจารณาการรักษาด้วย การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve Stimulation – VNS) หรือ การกระตุ้นระบบประสาทตอบสนอง (Responsive Neurostimulation – RNS) เพื่อควบคุมการชัก
  • ผู้ป่วยที่ผ่านการทำ sEEG มักฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ภายในไม่กี่วัน

สรุป:

Stereo EEG (sEEG) เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการวินิจฉัยและระบุตำแหน่งการชักในผู้ป่วยที่มีลมชักดื้อต่อยา โดยให้ข้อมูลแบบ 3 มิติที่ละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ทำให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งที่เกิดการชักได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในกรณีที่วิธีการวินิจฉัยแบบทั่วไปไม่เพียงพอ วิธีนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการตัดสินใจเลือกรูปแบบการรักษาที่ดีที่สุดเพื่อช่วยลดหรือกำจัดอาการชักโดยไม่กระทบต่อการทำงานสำคัญของสมอง.