
อาการชักในตอนกลางคืน (Nocturnal Seizures) เป็นอาการชักที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับหรือในช่วงเวลาที่กำลังจะหลับและตื่นขึ้น อาการชักประเภทนี้พบได้บ่อยในโรคลมชักที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ โดยอาจรบกวนการนอนหลับปกติ และผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าเกิดอาการชัก หากไม่มีใครสังเกตหรือหากพวกเขาประสบกับอาการต่าง ๆ เช่น สับสนหรืออ่อนเพลียเมื่อยามตื่นขึ้น
ลักษณะสำคัญของการชักในตอนกลางคืน:
- ช่วงเวลา:
- อาการชักมักจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่เฉพาะเจาะจงของการนอนหลับ มักเกิดในช่วง non-REM sleep(ช่วงการนอนหลับเบา)
- อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ๆ ตลอดทั้งคืน แต่มีแนวโน้มจะเกิดมากในช่วงการเปลี่ยนแปลงของการนอน เช่น ช่วงกำลังหลับหรือตื่นขึ้น หรือระหว่างการเปลี่ยนแปลงระยะการนอน
- ชนิดของการชัก:
- การชักแบบโทนิค-โคลนิค (Tonic-clonic seizures): พบได้บ่อยในอาการชักตอนกลางคืน โดยมีลักษณะการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ (tonic) ตามด้วยการกระตุก (clonic)
- การชักแบบโฟคัล (Focal seizures): การชักที่เริ่มจากส่วนหนึ่งของสมอง อาจทำให้เกิดการกระตุกที่แขนขาหรือเกิดอาการการเคลื่อนไหวบางอย่างที่ไม่ตั้งใจ เช่น การขยับริมฝีปาก
- การชักแบบไมโอคลอนิก (Myoclonic seizures): การกระตุกหรือกระชากกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว มักเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ
- อาการ:
- ผู้ป่วยอาจตื่นขึ้นมาด้วยอาการสับสน อ่อนเพลีย หรือมีอาการปวดหัว
- อาจมีการกัดลิ้น ตกเตียง หรือได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ไม่ตั้งใจ
- อาการในช่วงกลางวันอาจรวมถึงความเหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ปัญหาความจำ หรืออารมณ์แปรปรวน
- สาเหตุ:
- อาการชักในตอนกลางคืนมักพบในผู้ป่วยโรคลมชัก โดยเฉพาะโรคลมชักที่เกิดจาก กลีบหน้าของสมอง (frontal lobe epilepsy) เช่น โรคลมชักกลีบหน้าที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (autosomal dominant nocturnal frontal lobe epilepsy) และ โรคลมชักไมโอคลอนิกวัยรุ่น (juvenile myoclonic epilepsy)
- ปัจจัยที่อาจกระตุ้นการชักในตอนกลางคืน ได้แก่ การอดนอน ความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ยา
การวินิจฉัย:
การวินิจฉัยอาการชักในตอนกลางคืนอาจเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากเกิดในช่วงที่ผู้ป่วยนอนหลับ เครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัย ได้แก่:
- การตรวจคลื่นสมอง (EEG) ขณะหลับ: เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบกิจกรรมของสมองระหว่างการนอนหลับเพื่อจับความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองที่เกี่ยวข้องกับการชัก
- การตรวจ EEG ร่วมกับการบันทึกวิดีโอ: ในบางกรณี ผู้ป่วยอาจถูกตรวจติดตามขณะหลับพร้อมกับการบันทึกวิดีโอเพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการชัก
- การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography): ใช้เพื่อแยกแยะความผิดปกติของการนอนอื่น ๆ ที่อาจคล้ายกับอาการชัก เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea) หรือ พฤติกรรมแปลก ๆ ระหว่างการนอนหลับ (parasomnias)
การรักษา:
- ยา:
- ยากันชัก (AEDs): การรักษาหลักคือการใช้ยากันชัก ซึ่งยาจะถูกปรับให้เหมาะสมกับชนิดของโรคลมชัก ยาที่ใช้บ่อยได้แก่ levetiracetam, carbamazepine, lamotrigine และ valproic acid
- การปรับเวลาการใช้ยา: สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการชักเฉพาะช่วงกลางคืน อาจต้องปรับเวลาการใช้ยาเพื่อปกป้องช่วงเวลานอนหลับให้ดียิ่งขึ้น
- การปรับปรุงวิถีชีวิต:
- การปรับปรุงการนอนหลับ: การนอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการอดนอน และลดความเครียดอาจช่วยลดการชักในตอนกลางคืน
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: การลดปัจจัยเช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และยาบางชนิดสามารถลดโอกาสการเกิดอาการชักได้
- การป้องกันการชัก:
- ผู้ป่วยที่มีการชักบ่อยในตอนกลางคืนควรมีการเตรียมตัว เช่น การทำให้สภาพแวดล้อมการนอนปลอดภัย เช่น การใช้เตียงที่ไม่สูงมาก หรือการใช้ราวกั้นเตียงที่มีการป้องกัน
สรุป:
อาการชักในตอนกลางคืนเป็นอาการชักที่เกิดขึ้นขณะหลับและอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การชักชนิดนี้มักพบในกลุ่มโรคลมชัก เช่น โรคลมชักกลีบหน้าของสมองและโรคลมชักไมโอคลอนิกวัยรุ่น การวินิจฉัยมักใช้การตรวจคลื่นสมองร่วมกับการตรวจการนอนหลับ และการรักษาประกอบด้วยการใช้ยากันชักและการปรับปรุงพฤติกรรมการนอนเพื่อควบคุมอาการ