Category Archives: Epilepsy

Stereo EEG (sEEG)

Stereo EEG (sEEG) เป็นเทคนิคการวินิจฉัยที่มี non-invasive ใช้เพื่อระบุพื้นที่ที่แน่นอนในสมองที่เป็นต้นกำเนิดของอาการชัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักดื้อต่อยา (drug-resistant epilepsy) และอาจเป็นผู้ที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดรักษา ต่างจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองแบบทั่วไป (scalp EEG) ที่วัดการทำงานของสมองจากขั้วไฟฟ้าที่วางบนหนังศีรษะ sEEG จะใช้การสอดขั้วไฟฟ้าเข้าไปในสมองโดยตรงผ่านรูเล็ก ๆ ที่เจาะในกะโหลกศีรษะ ทำให้สามารถตรวจจับการทำงานของสมองที่ลึกได้อย่างละเอียดและมีความแม่นยำมากขึ้นในมิติ 3 มิติ

ลักษณะสำคัญของ Stereo EEG (sEEG) สำหรับโรคลมชัก:

  1. วัตถุประสงค์:
  • จุดประสงค์หลักของ sEEG คือการระบุจุดต้นกำเนิดของการชัก (seizure focus) หรือพื้นที่ที่สมองสร้างอาการชัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็น ลมชักเฉพาะที่ (focal epilepsy)
  • sEEG ถูกใช้ในกรณีที่วิธีการที่ non-invasive เช่น MRI, scalp EEG และเทคนิคการถ่ายภาพอื่น ๆ ไม่เพียงพอที่จะระบุตำแหน่งต้นกำเนิดของการชักได้ชัดเจน
  • ช่วยตัดสินใจว่าผู้ป่วยสามารถรับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการชักได้หรือไม่ โดยต้องแน่ใจว่าพื้นที่สมองสำคัญไม่ถูกกระทบ
  1. กระบวนการ:
  • การวางแผนก่อนผ่าตัด: ก่อนทำ sEEG ผู้ป่วยจะต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียด เช่น MRI, การตรวจ PET และการประเมินทางจิตวิทยา เพื่อระบุตำแหน่งที่อาจเป็นต้นกำเนิดของการชัก
  • การสอดขั้วไฟฟ้า: ขั้วไฟฟ้าจะถูกสอดเข้าไปในสมองผ่านรูเล็ก ๆ ในกะโหลกศีรษะ โดยทำภายใต้การดมยาสลบ ขั้วไฟฟ้าจะถูกวางในพื้นที่เฉพาะตามประวัติการชักของผู้ป่วยและการวิเคราะห์ทางกายวิภาค
  • การติดตามอาการ: ผู้ป่วยจะถูกติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายวันถึงสัปดาห์ โดยขั้วไฟฟ้าจะบันทึกการทำงานของสมองระหว่างการชักและช่วงปกติ
  • การวิเคราะห์ข้อมูล: ข้อมูลที่บันทึกได้จะถูกวิเคราะห์เพื่อระบุตำแหน่งต้นกำเนิดของการชักและเส้นทางที่อาการชักส่งผลต่อสมอง
  1. ข้อดีของ sEEG:
  • ความแม่นยำ: sEEG ให้การวิเคราะห์แบบ 3 มิติที่แม่นยำมาก ทำให้สามารถระบุตำแหน่งที่ลึกในสมองที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วย EEG แบบดั้งเดิม
  • การบุกรุกน้อยกว่า: เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นเช่น subdural grids ที่ต้องเปิดกะโหลก sEEG ใช้การเจาะรูเล็ก ๆ ในกะโหลก ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่า
  • ความปลอดภัย: sEEG มีความเสี่ยงน้อยกว่าวิธีการผ่าตัดอื่น ๆ โดยมีความเจ็บปวดน้อยกว่า ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และมีภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดน้อยกว่า
  1. ผู้ที่เหมาะสมกับ sEEG:
  • ผู้ป่วยที่มี ลมชักดื้อต่อยา (drug-resistant epilepsy) หรือที่เรียกว่า ลมชักที่รักษาไม่หาย (intractable epilepsy) ซึ่งอาการชักไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยา
  • กรณีที่การวินิจฉัยเบื้องต้นไม่สามารถระบุตำแหน่งต้นกำเนิดของการชักได้อย่างชัดเจน
  • ผู้ป่วยที่อาจได้รับประโยชน์จากการผ่าตัดเพื่อควบคุมการชัก แต่ต้องการการวางแผนอย่างละเอียดเพื่อตัดสินใจไม่ให้กระทบต่อพื้นที่สมองสำคัญ เช่น การควบคุมการเคลื่อนไหว ภาษา หรือความจำ
  1. ความเสี่ยง:
  • แม้ว่า sEEG จะเป็นวิธีการที่มีการบุกรุกน้อยกว่า แต่ก็ยังมีความเสี่ยงบางประการ เช่น:
    • การติดเชื้อ: อาจเกิดการติดเชื้อที่บริเวณที่สอดขั้วไฟฟ้า แม้ว่าจะพบได้น้อย
    • เลือดออกในสมอง: อาจเกิดเลือดออกภายในสมองเล็กน้อย (intracranial hemorrhage) แต่เป็นกรณีที่พบไม่บ่อย
    • การบาดเจ็บต่อสมอง: มีความเสี่ยงน้อยต่อการบาดเจ็บของเนื้อสมองระหว่างการสอดขั้วไฟฟ้า แต่มีการวางแผนอย่างรอบคอบและใช้เทคนิคที่ทันสมัยเพื่อลดความเสี่ยงนี้
  1. ผลหลังการทำ sEEG:
  • เมื่อสามารถระบุตำแหน่งต้นกำเนิดของการชักได้แล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด:
    • การผ่าตัดลมชัก: หากตำแหน่งที่เกิดการชักสามารถระบุได้ชัดเจนและอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ส่งผลกระทบสำคัญ การผ่าตัดเพื่อนำส่วนที่เป็นปัญหาออกหรือทำให้ไม่เชื่อมต่อกับส่วนอื่น ๆ ของสมองอาจช่วยลดหรือกำจัดการชักได้
    • การกระตุ้นระบบประสาท: ในกรณีที่การผ่าตัดไม่สามารถทำได้ อาจพิจารณาการรักษาด้วย การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve Stimulation – VNS) หรือ การกระตุ้นระบบประสาทตอบสนอง (Responsive Neurostimulation – RNS) เพื่อควบคุมการชัก
  • ผู้ป่วยที่ผ่านการทำ sEEG มักฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ภายในไม่กี่วัน

สรุป:

Stereo EEG (sEEG) เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการวินิจฉัยและระบุตำแหน่งการชักในผู้ป่วยที่มีลมชักดื้อต่อยา โดยให้ข้อมูลแบบ 3 มิติที่ละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ทำให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งที่เกิดการชักได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในกรณีที่วิธีการวินิจฉัยแบบทั่วไปไม่เพียงพอ วิธีนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการตัดสินใจเลือกรูปแบบการรักษาที่ดีที่สุดเพื่อช่วยลดหรือกำจัดอาการชักโดยไม่กระทบต่อการทำงานสำคัญของสมอง.

Rasmussen Encephalitis (โรคราสมุสเซนเอนเซฟาไลติส) 

Rasmussen Encephalitis (โรคราสมุสเซนเอนเซฟาไลติส) เป็นโรคทางระบบประสาทที่หายากและเรื้อรังซึ่งมีการอักเสบของสมองและมักส่งผลกระทบกับสมองซีกใดซีกหนึ่ง โดยทั่วไปโรคนี้เกิดขึ้นในเด็ก แม้ว่าผู้ใหญ่ก็สามารถได้รับผลกระทบเช่นกัน โรคนี้จะนำไปสู่ความเสื่อมถอยทางระบบประสาทและมีลักษณะเด่นคืออาการชักรุนแรงที่ดื้อยารักษา สาเหตุที่แท้จริงของโรคราสมุสเซนเอนเซฟาไลติสยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการออโตอิมมูน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเนื้อเยื่อสมองของตัวเอง

ลักษณะสำคัญของโรคราสมุสเซนเอนเซฟาไลติส:

  1. การเริ่มต้นของโรค:
    • ส่วนใหญ่จะเริ่มในวัยเด็ก โดยมักเกิดขึ้นในช่วงอายุ 6 ถึง 10 ปี
    • โรคนี้อาจเริ่มต้นช้า ๆ แต่จะเลวร้ายลงเมื่อเวลาผ่านไป
  2. อาการ:
    • อาการชักบ่อยครั้ง: มักเป็นการชักเฉพาะที่ (เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของสมอง) และมักจะดื้อยารักษา
    • อัมพาตครึ่งซีก (Hemiparesis): อ่อนแรงหรืออัมพาตที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย (ตรงข้ามกับซีกของสมองที่ได้รับผลกระทบ)
    • การเสื่อมถอยของสติปัญญา: การเสื่อมถอยของความสามารถในการคิด เช่น ความจำและสมาธิ
    • ความบกพร่องทางภาษา (Aphasia): มีความยากลำบากในการพูดหรือเข้าใจภาษา โดยเฉพาะถ้าสมองซีกซ้ายได้รับผลกระทบ
    • การสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อ: รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับการประสานงาน การเคลื่อนไหว และการควบคุมกล้ามเนื้อ
  3. การดำเนินโรค:
    • โรคนี้มักเริ่มต้นด้วยอาการชักบ่อยครั้งและมักเกิดพร้อมกับอาการอัมพาตครึ่งซีก
    • เมื่อเวลาผ่านไป อาการชักจะเกิดบ่อยขึ้น และสมรรถภาพทางระบบประสาทจะลดลง
    • สมองซีกที่ได้รับผลกระทบจะเริ่มหดตัวลงเมื่อโรครุนแรงขึ้น
  4. สาเหตุ:
    • สาเหตุที่แท้จริงของโรคราสมุสเซนเอนเซฟาไลติสยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าเป็นโรคที่เกี่ยวกับ ภูมิต้านทานตนเอง (autoimmune disorder) ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อสมองที่ปกติ
    • ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมอาจมีบทบาท แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่ชัด
  5. การวินิจฉัย:
    • MRI: การถ่ายภาพสมองจะแสดงการอักเสบและการหดตัวของสมองซีกที่ได้รับผลกระทบ
    • EEG: แสดงการทำงานของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดอาการชัก
    • การตรวจเลือด: อาจพบแอนติบอดีที่เชื่อมโยงกับกระบวนการออโตอิมมูน แต่อาจไม่พบในทุกกรณี
    • การตรวจชิ้นเนื้อสมอง: ในกรณีที่จำเป็น อาจต้องทำการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อตรวจยืนยันการวินิจฉัย

การรักษา:

  1. ยากันชัก: อาการชักในโรคนี้มักดื้อยากันชัก แต่ยาจะถูกใช้เพื่อควบคุมอาการในระยะแรก
  2. การบำบัดภูมิคุ้มกัน:
    • ใช้ สเตียรอยด์ หรือ อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือด (IVIG) หรือการ กรองพลาสมา (plasmapheresis) เพื่อกดระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ
    • ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น tacrolimus หรือ rituximab อาจช่วยชะลอความรุนแรงของโรค
  3. การผ่าตัด:
    • การผ่าตัดซีกสมอง (Hemispherectomy): ในกรณีที่อาการชักไม่สามารถควบคุมได้และการเสื่อมถอยของระบบประสาทเป็นไปอย่างรวดเร็ว การผ่าตัดซีกสมองเป็นวิธีการรักษาที่สามารถหยุดอาการชักได้ แม้ว่าจะเป็นการผ่าตัดที่รุนแรง แต่ก็ช่วยป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมถอยไปมากขึ้น
  4. การฟื้นฟู: การทำกายภาพบำบัด การบำบัดด้านการทำงาน และการบำบัดการพูดมีความสำคัญในการช่วยปรับปรุงการเคลื่อนไหวและการสื่อสาร

Hemispherectomy (การผ่าตัดฮีมิสเฟียร์) เป็นกระบวนการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับการเอาฮีมิสเฟียร์ (ซีกสมอง) หนึ่งข้างออกและมักพิจารณาในกรณีที่รุนแรงของ Rasmussen Encephalitis (RE) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่หายากและเกิดขึ้นอย่างก้าวหน้า มีลักษณะเป็นการอักเสบของสมองที่เกิดขึ้นเพียงข้างเดียว การผ่าตัดนี้มักจะทำเมื่อโรคนี้นำไปสู่อาการชักที่ไม่สามารถควบคุมได้ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา และมีผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Hemispherectomy ใน Rasmussen Encephalitis:

  1. ภาพรวมของ Rasmussen Encephalitis:
    • RE มีผลกระทบต่อเด็กเป็นหลัก และมีอาการชักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรง โดยมักส่งผลกระทบต่อซีกสมองเพียงข้างเดียว
    • ซีกสมองที่ได้รับผลกระทบจะมีการฝ่อลงอย่างก้าวหน้า (shrinkage) และมีการอักเสบ ส่งผลให้เกิดการบกพร่องทางระบบประสาท เช่น อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ การเสื่อมถอยทางสติปัญญา และปัญหาด้านการพูด
    • อาการชักใน RE มักไม่ตอบสนองต่อยากันชัก ทำให้การแทรกแซงด้วยการผ่าตัดเป็นทางเลือกในการรักษา
  2. ข้อบ่งชี้สำหรับการผ่าตัด Hemispherectomy:
    • อาการชักที่ไม่สามารถควบคุมได้: ผู้ป่วยที่มีอาการชักที่ทำให้เกิดความทุพพลภาพซึ่งไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาแก้ชักหลายชนิด
    • คุณภาพชีวิต: ความรุนแรงของอาการชักและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอาจทำให้ต้องพิจารณาการผ่าตัด
    • ความบกพร่องทางระบบประสาทที่รุนแรง: หากความบกพร่องทางระบบประสาทมีความรุนแรง และอาการชักมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ การผ่าตัดอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น
  3. ประเภทของ Hemispherectomy:
    • Functional Hemispherectomy: เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งจะทำการเอาส่วนที่ทำงานของฮีมิสเฟียร์ที่ได้รับผลกระทบออก แต่จะรักษาโครงสร้างบางส่วน (เช่น สมองส่วนล่าง) ไว้
    • Anatomical Hemispherectomy: เกี่ยวข้องกับการเอาฮีมิสเฟียร์ที่ได้รับผลกระทบออกทั้งหมด รวมถึงโครงสร้างที่อยู่ลึก โดยวิธีนี้จะพบได้น้อยกว่าและมักจะใช้ในกรณีเฉพาะ
  4. ขั้นตอนการผ่าตัด:
    • ทำภายใต้การดมยาสลบ ศัลยแพทย์จะทำการเปิดแผลบนหนังศีรษะและเอาชิ้นส่วนของกะโหลกศีรษะออกเพื่อเข้าถึงสมอง
    • จากนั้นจะทำการตัดฮีมิสเฟียร์ที่ได้รับผลกระทบออก โดยระมัดระวังที่จะรักษาพื้นที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันที่สำคัญไว้
    • จะทำการปิด dura mater (ชั้นป้องกันภายนอกของสมอง) และมักจะทำการสร้างกะโหลกศีรษะกลับคืน
  5. ความเสี่ยงและการพิจารณา:
    • ความเสี่ยงจากการผ่าตัด: เช่นเดียวกับการผ่าตัดสมองอื่น ๆ มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น การติดเชื้อ เลือดออก และภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการดมยาสลบ
    • ผลกระทบทางระบบประสาท: การเอาฮีมิสเฟียร์ออกสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในฟังก์ชันการเคลื่อนไหวและสติปัญญา แต่ผู้ป่วยหลายคนสามารถประสบกับการลดลงหรือการหยุดชักอย่างมีนัยสำคัญ
    • การฟื้นฟูหลังการผ่าตัด: มักต้องการการฟื้นฟูอย่างมากหลังการผ่าตัดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ทักษะการเคลื่อนไหวและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง
  6. ผลลัพธ์:
    • ผู้ป่วยหลายคนที่เป็นโรค RE และเข้ารับการผ่าตัด hemispherectomy พบว่ามีการพัฒนาที่สำคัญในด้านการควบคุมอาการชักและคุณภาพชีวิตโดยรวม
    • ผลลัพธ์หลังการผ่าตัดสามารถแตกต่างกันไปตามอายุของผู้ป่วย ขอบเขตของการบกพร่องทางระบบประสาทก่อนการผ่าตัด และประสิทธิภาพของการฟื้นฟู
    • การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยจำนวนมากสามารถไม่มีอาการชักหรือมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญในความถี่ของอาการชักหลังการผ่าตัด
  7. การดูแลหลังการผ่าตัด:
    • การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอโดยแพทย์ระบบประสาทและทีมฟื้นฟูเป็นสิ่งสำคัญหลังการผ่าตัดเพื่อติดตามการฟื้นตัว จัดการกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น และสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูของผู้ป่วย
    • การสนับสนุนและการบำบัดอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยเพิ่มการฟื้นฟูฟังก์ชันและปรับปรุงคุณภาพชีวิตโดยรวมได้

สรุป:

Hemispherectomy เป็นทางเลือกการผ่าตัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรค Rasmussen Encephalitis ซึ่งประสบกับอาการชักที่ไม่สามารถควบคุมได้และมีการบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง แม้ว่าการผ่าตัดจะมีความเสี่ยง แต่ก็สามารถนำไปสู่การพัฒนาที่สำคัญในด้านการควบคุมอาการชักและคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยหลายคน การประเมินอย่างรอบคอบและการสนับสนุนหลังการผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์.

การพยากรณ์โรค:

  • โรคราสมุสเซนเอนเซฟาไลติสมี การพยากรณ์โรคที่แปรปรวน หากทำการรักษาแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะการผ่าตัด อาจช่วยหยุดอาการชักและชะลอการเสื่อมของสมองได้
  • อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมักจะมีความบกพร่องทางระบบประสาทที่หลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะด้านการเคลื่อนไหวและการพูด ขึ้นอยู่กับว่าซีกใดของสมองได้รับผลกระทบ
  • ผลลัพธ์ทางสติปัญญาขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วยและความรวดเร็วในการวินิจฉัยและการรักษา

สรุป:

โรคราสมุสเซนเอนเซฟาไลติสเป็นโรคทางระบบประสาทที่หายากและก้าวหน้า มักเกิดขึ้นในเด็กและทำให้เกิดอาการชัก ความเสื่อมของสติปัญญา และการสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อเนื่องจากการอักเสบของสมองซีกใดซีกหนึ่ง การรักษามุ่งเน้นที่การควบคุมอาการชักและชะลอการลุกลามของโรค ด้วยการบำบัดภูมิคุ้มกันและการผ่าตัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ การวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่น ๆ สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตและผลลัพธ์ทางระบบประสาทของผู้ป่วยได้

อาการชักในตอนกลางคืน (Nocturnal Seizures)

อาการชักในตอนกลางคืน (Nocturnal Seizures) เป็นอาการชักที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับหรือในช่วงเวลาที่กำลังจะหลับและตื่นขึ้น อาการชักประเภทนี้พบได้บ่อยในโรคลมชักที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ โดยอาจรบกวนการนอนหลับปกติ และผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าเกิดอาการชัก หากไม่มีใครสังเกตหรือหากพวกเขาประสบกับอาการต่าง ๆ เช่น สับสนหรืออ่อนเพลียเมื่อยามตื่นขึ้น

ลักษณะสำคัญของการชักในตอนกลางคืน:

  1. ช่วงเวลา:
    • อาการชักมักจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่เฉพาะเจาะจงของการนอนหลับ มักเกิดในช่วง non-REM sleep(ช่วงการนอนหลับเบา)
    • อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ๆ ตลอดทั้งคืน แต่มีแนวโน้มจะเกิดมากในช่วงการเปลี่ยนแปลงของการนอน เช่น ช่วงกำลังหลับหรือตื่นขึ้น หรือระหว่างการเปลี่ยนแปลงระยะการนอน
  2. ชนิดของการชัก:
    • การชักแบบโทนิค-โคลนิค (Tonic-clonic seizures): พบได้บ่อยในอาการชักตอนกลางคืน โดยมีลักษณะการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ (tonic) ตามด้วยการกระตุก (clonic)
    • การชักแบบโฟคัล (Focal seizures): การชักที่เริ่มจากส่วนหนึ่งของสมอง อาจทำให้เกิดการกระตุกที่แขนขาหรือเกิดอาการการเคลื่อนไหวบางอย่างที่ไม่ตั้งใจ เช่น การขยับริมฝีปาก
    • การชักแบบไมโอคลอนิก (Myoclonic seizures): การกระตุกหรือกระชากกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว มักเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ
  3. อาการ:
    • ผู้ป่วยอาจตื่นขึ้นมาด้วยอาการสับสน อ่อนเพลีย หรือมีอาการปวดหัว
    • อาจมีการกัดลิ้น ตกเตียง หรือได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ไม่ตั้งใจ
    • อาการในช่วงกลางวันอาจรวมถึงความเหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ปัญหาความจำ หรืออารมณ์แปรปรวน
  4. สาเหตุ:
    • อาการชักในตอนกลางคืนมักพบในผู้ป่วยโรคลมชัก โดยเฉพาะโรคลมชักที่เกิดจาก กลีบหน้าของสมอง (frontal lobe epilepsy) เช่น โรคลมชักกลีบหน้าที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (autosomal dominant nocturnal frontal lobe epilepsy) และ โรคลมชักไมโอคลอนิกวัยรุ่น (juvenile myoclonic epilepsy)
    • ปัจจัยที่อาจกระตุ้นการชักในตอนกลางคืน ได้แก่ การอดนอน ความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ยา

การวินิจฉัย:

การวินิจฉัยอาการชักในตอนกลางคืนอาจเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากเกิดในช่วงที่ผู้ป่วยนอนหลับ เครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัย ได้แก่:

  • การตรวจคลื่นสมอง (EEG) ขณะหลับ: เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบกิจกรรมของสมองระหว่างการนอนหลับเพื่อจับความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองที่เกี่ยวข้องกับการชัก
  • การตรวจ EEG ร่วมกับการบันทึกวิดีโอ: ในบางกรณี ผู้ป่วยอาจถูกตรวจติดตามขณะหลับพร้อมกับการบันทึกวิดีโอเพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการชัก
  • การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography): ใช้เพื่อแยกแยะความผิดปกติของการนอนอื่น ๆ ที่อาจคล้ายกับอาการชัก เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea) หรือ พฤติกรรมแปลก ๆ ระหว่างการนอนหลับ (parasomnias)

การรักษา:

  1. ยา:
    • ยากันชัก (AEDs): การรักษาหลักคือการใช้ยากันชัก ซึ่งยาจะถูกปรับให้เหมาะสมกับชนิดของโรคลมชัก ยาที่ใช้บ่อยได้แก่ levetiracetamcarbamazepinelamotrigine และ valproic acid
    • การปรับเวลาการใช้ยา: สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการชักเฉพาะช่วงกลางคืน อาจต้องปรับเวลาการใช้ยาเพื่อปกป้องช่วงเวลานอนหลับให้ดียิ่งขึ้น
  2. การปรับปรุงวิถีชีวิต:
    • การปรับปรุงการนอนหลับ: การนอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการอดนอน และลดความเครียดอาจช่วยลดการชักในตอนกลางคืน
    • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: การลดปัจจัยเช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และยาบางชนิดสามารถลดโอกาสการเกิดอาการชักได้
  3. การป้องกันการชัก:
    • ผู้ป่วยที่มีการชักบ่อยในตอนกลางคืนควรมีการเตรียมตัว เช่น การทำให้สภาพแวดล้อมการนอนปลอดภัย เช่น การใช้เตียงที่ไม่สูงมาก หรือการใช้ราวกั้นเตียงที่มีการป้องกัน

สรุป:

อาการชักในตอนกลางคืนเป็นอาการชักที่เกิดขึ้นขณะหลับและอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การชักชนิดนี้มักพบในกลุ่มโรคลมชัก เช่น โรคลมชักกลีบหน้าของสมองและโรคลมชักไมโอคลอนิกวัยรุ่น การวินิจฉัยมักใช้การตรวจคลื่นสมองร่วมกับการตรวจการนอนหลับ และการรักษาประกอบด้วยการใช้ยากันชักและการปรับปรุงพฤติกรรมการนอนเพื่อควบคุมอาการ

โรคลมชักสะท้อน (Reflex Epilepsies)

โรคลมชักสะท้อน (Reflex Epilepsies) เป็นกลุ่มของกลุ่มอาการโรคลมชักที่การชักถูกกระตุ้นโดยสิ่งกระตุ้นภายนอกหรือกิจกรรมที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งต่างจากการชักทั่วไปที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดเดาได้ การชักในกลุ่มนี้มีสิ่งกระตุ้นที่ระบุได้และกระตุ้นการชักซ้ำ ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคลมชักสะท้อน โดยสิ่งกระตุ้นอาจมีความหลากหลาย เช่น สิ่งกระตุ้นทางประสาทสัมผัสหรือกระบวนการรับรู้

ชนิดของโรคลมชักสะท้อน:

  1. โรคลมชักไวต่อแสง (Photosensitive Epilepsy):
    • สิ่งกระตุ้น: แสงกระพริบหรือแสงจ้า ลวดลายที่สว่าง หรือสิ่งกระตุ้นทางสายตา เช่น การเล่นวิดีโอเกมหรือการดูทีวี
    • อายุที่พบได้บ่อย: มักพบในวัยเด็กหรือวัยรุ่น
    • การจัดการ: หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นทางสายตา การใส่แว่นตาโพลาไรซ์ หรือปรับความสว่างของหน้าจอ
  2. โรคลมชักที่ถูกกระตุ้นด้วยการอ่าน (Reading Epilepsy):
    • สิ่งกระตุ้น: การชักที่เกิดจากการอ่าน
    • ประเภทของการชัก: โดยทั่วไปเป็นการชักแบบกล้ามเนื้อกระตุก (myoclonic jerks) หรืออาจเป็นการชักที่กระจายตัวได้
    • การจัดการ: ใช้เทคนิคการอ่านออกเสียง หรือการใช้ตัวอักษรหรือเครื่องช่วยการมองเห็นที่เฉพาะเจาะจง
  3. โรคลมชักที่ถูกกระตุ้นด้วยดนตรี (Musicogenic Epilepsy):
    • สิ่งกระตุ้น: ดนตรีบางประเภทหรือตัวโน้ตดนตรีที่เฉพาะเจาะจงสามารถกระตุ้นการชักได้
    • ประเภทของการชัก: การชักอาจเริ่มจากจุดหนึ่งในสมอง (focal) หรือแพร่กระจายได้
    • การจัดการ: หลีกเลี่ยงดนตรีที่กระตุ้นหรือใส่ที่อุดหูเมื่อสัมผัสกับเสียงที่เป็นสิ่งกระตุ้น
  4. โรคลมชักจากสิ่งกระตุ้นแบบตกใจ (Startle Epilepsy):
    • สิ่งกระตุ้น: สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ตกใจ เช่น เสียงดังหรือการเคลื่อนไหวที่ไม่คาดคิด
    • ประเภทของการชัก: โดยปกติจะเป็นการชักแบบแข็งตัวของกล้ามเนื้อ (tonic seizures)
    • การจัดการ: ลดการสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตกใจและใช้เครื่องป้องกันเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
  5. โรคลมชักจากน้ำร้อน (Hot Water Epilepsy):
    • สิ่งกระตุ้น: การสัมผัสน้ำร้อน มักเกี่ยวข้องกับการอาบน้ำหรืออาบฝักบัว
    • ประเภทของการชัก: การชักอาจเกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของสมอง (focal) หรือแพร่กระจายได้ และมักเกิดขึ้นไม่นานหลังจากสัมผัสน้ำร้อน
    • การจัดการ: หลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัดและลดอุณหภูมิในการอาบน้ำ
  6. โรคลมชักไวต่อรูปแบบ (Pattern-sensitive Epilepsy):
    • สิ่งกระตุ้น: ลวดลายทางสายตา เช่น ลายเส้นหรือลายเรขาคณิตที่ซ้ำ ๆ
    • การจัดการ: หลีกเลี่ยงลวดลายทางสายตาเฉพาะหรือใส่แว่นตาพิเศษเพื่อลดการสัมผัส
  7. โรคลมชักที่ถูกกระตุ้นด้วยการกิน (Eating Epilepsy):
    • สิ่งกระตุ้น: การชักถูกกระตุ้นจากการกินหรือเคี้ยว
    • ประเภทของการชัก: โดยทั่วไปเป็นการชักแบบ focal
    • การจัดการ: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและอาจใช้ยาควบคุมการชักในระหว่างมื้ออาหาร
  8. โรคลมชักที่ถูกกระตุ้นโดยการสัมผัส (Somatosensory-induced Seizures):
    • สิ่งกระตุ้น: การสัมผัสทางกาย เช่น การสัมผัสบริเวณบางส่วนของร่างกาย
    • ประเภทของการชัก: โดยทั่วไปเป็นการชักที่เกิดจากการกระตุ้นในบริเวณสมองที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัส
    • การจัดการ: ระบุและหลีกเลี่ยงการสัมผัสที่กระตุ้นได้

การวินิจฉัยและการรักษา:

  • การวินิจฉัย: โรคลมชักสะท้อนถูกวินิจฉัยโดยการตรวจประวัติทางการแพทย์ การตรวจคลื่นสมอง (EEG) และบางครั้งอาจต้องกระตุ้นสิ่งกระตุ้นที่รู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเพื่อบันทึกแบบแผนการชักและยืนยันความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้นเฉพาะ
  • การรักษา: โดยทั่วไปการรักษาประกอบด้วย ยากันชัก (AEDs) และการปรับวิถีชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น สำหรับบางกรณี การใช้แว่นตาพิเศษหรือเทคนิคปรับตัวในชีวิตประจำวันอาจช่วยลดโอกาสการเกิดชักได้

สรุป:

โรคลมชักสะท้อนเป็นโรคลมชักชนิดหายากที่การชักถูกกระตุ้นโดยสิ่งกระตุ้นเฉพาะ เช่น แสงกระพริบ การอ่าน หรือเสียง แม้ว่าการชักในกลุ่มนี้จะมีความท้าทาย แต่สามารถจัดการได้ด้วยยาและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่รู้

ข้อที่ควรรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 และโรคลมชัก (COVID-19 vaccine and Epilepsy)

ดร.นพ โยธิน ชินวลัญช์ (Dr. Yotin. Chinvarun. MD. Ph.D. FAES)

https://www.blockdit.com/posts/608e513108a52b0c546cf24d

  1. วัดซีนป้องกัน COVID-19 ปลอดภัยสำหรับโรคลมชักหรือไม่ ?

(Are the COVID-19 vaccines safe for people with epilepsy?)

คำตอบ

วัคซีนป้องกัน โควิด-19 ทุกชนิดปลอดภัยสำหรับคนที่เป็นโรคลมชัก (all COVID-19 vaccines are safe for people with neurological conditions such as epilepsy)

2. วัดซีนป้องกันโควิด-19 มีผลปฏิกิริยาตีกับยากันชักหรือไม่ (Does COVID-19 vaccines interact with epilepsy medicines ?)

คำตอบ

วัคซีนป้องกัน โควิด-19 ทุกชนิด ไม่มีผลปฏิกิริยากับยากันชักที่ทานอยู่ (COVID-19 vaccines are not expected to interact with epilepsy medicines)

3. ผู้ป่วยโรคลมชักถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้วัคซีนหรือไม่ ? (Do people with epilepsy have priority to get the COVID-19 vaccine?)

คำตอบ

ผู้ป่วยโรคลมชักในกลุ่มอายุ 16-64 ปี ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องได้วัคซีนป้องกันโควิด-19 แต่เนิ่นฯ  (People aged 16-64 with epilepsy should be included in one of the priority groups for COVID-19 vaccines)

4. วัดซีนป้องกัน COVID-19 อาจจะมีผลข้างเคียง เล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ทำให้เกิดมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นแค่ระยะสั้นฯ แล้วจะหายไปเอง แต่อย่างไรก็ตามอาการไข้และอาการที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายตัวจากผลจากวัคซีนในผู้ป่วยโรคลมชักอาจจะกระตุ้นทำให้เกิดมีการชักขึ้นมาได้ และเราจะป้องกันได้อย่างไร? (COVID vaccine can cause mild or moderate side-effects including fever. Not everyone will get side-effects, but if you do, most will go away after a few days. For some people with epilepsy, fever can make them more likely to have a seizure, So how to prevent the seizure ?)

คำตอบ

ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีผลข้างเคียงเหล่านี้เกิดขึ้นอาจจะต้องรีบทานยาป้องกันหรือรักษาอาการทันที  ยกตัวอย่าง เช่น ทานยายาพาราเซตามอล เวลาที่มีไข้หรือปวดกล้ามเนื้อ หรือทานยาป้องกันอาการชัก เช่น การใช้ยา  Frisium ซึ่งในกรณีนี้ควรจะต้องมีการปรึกษาแพทย์ก่อน  (Should be taking a fever-reducing medicine such as paracetamol for 48 hours after you have the vaccine can reduces the risk. If you need to use the rescue therapy such as Frisium, should consult your physicians first)

ความรู้เกี่ยวกับโรคลมชัก (General knowledge in Epilepsy)

เป็นวิดิทัศน์เกี่ยวกับความรู้โรคลมชัก ชนิดและลักษณะของอาการชัก สาเหตุของ โรคลมชัก การตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคลมชัก และการดูแลและปฏิบัติเบื้องต้นต่อผู้ป่วยโรคลมชัก ที่มีการอาการชักแบบเกร็งกระตุกหรือแบบชนิดเหม่อลอย

สาเหตุการเสียชีวิตของดาราดัง บรูซลี (Bruce Lee)

ดร.นพ.โยธิน. ชินวลัญช์

บรูซลี (BRUCE LEE)

บรูซลีเป็นมากกว่าการเป็นดาราภาพยนตร์แอ็คชั่นอยู่ในอาชีพนักแสดงเพียงแค่สี่ปีและมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เพียงห้าเรื่องที่เสร็จสมบูรณ์ เขาเป็นสัญลักษณ์ของดาราภาพยนตร์แนวใหม่ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในวัยเพียงแค่ 32 ปี ในวันที่ 20 กรกฏาคม 2516 เพียงหกวันก่อนที่ภาพยนตร์เรื่อง Enter the Dragon จะเริ่มฉายครั้งแรก บรูซลีเสียชีวิตทันทีและลึกลับ ผลอย่างเป็นทางการสาเหตุของการชีวิตว่ามาจากสมองบวม ซึ่งไม่มีสาเหตุที่บ่งชี้ว่าสมองบวมจากอะไรและจากการชันสูตรไม่พบว่ามีหลักฐานการบาดเจ็บจากภายนอก แล้วอะไรที่ทำให้เกิดอาการสมองบวม ?

บรูซลีเริ่มมีสัญญาณของสุขภาพไม่ดีครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมปี 1973 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่บรูซลีจะเสียชีวิต เขามีอาการปวดศีรษะและมีอาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัวครั้งแรก เขาได้รับการวินิจฉัยว่ามมีอาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัวและมีสมองบวมที่ไม่ทราบสาเหตุ บรูซลีหมดสติอยู่หลายชั่วโมงและฟื้นคืนสติในวันรุ่งขึ้น เขาได้บินไปรับการตรวจรักษาต่อที่ UCLA Medical Center และได้ทำการทดสอบเพิ่มเติมและแพทย์วินิจฉัยว่าบรูซลีว่ามีโรคลมชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว (Grand mal) แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุของอาการชักได้ และเขาไม่ได้รับการรักษาด้วยยากันชักเลยจนกระทั่งต่อมาก็ได้เสียชีวิตในระยะเวลาหลังจากนั้นมาภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์

ภาพของ บรูซลี

ในหลายปีที่ผ่านมาได้มีความก้าวหน้าอย่างมากทางด้านการแพทย์นับตั้งแต่การเสียชีวิตของว่าบรูซลีทำให้บ่งบอกสาเหตุการเสียชีวิตของบรูซลีว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เขาถึงเสียชีวิต

ในการประชุมของ American Academy of Sciences ปี 2549 นายแพทย์ James Filkins กล่าวว่าบรูซลีป่วยเป็นโรคลมชักและเสียชีวิต จากภาวะ SUDEP (Sudden unexplained death in epilepsy) หรือ “การเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันใน ผ.ป.โรคลมชัก” หมายถึงการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันของคนที่มีสุขภาพดีซึ่งเป็นโรคลมชักที่ไม่สามารถหาสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างอื่นฯได้

เป็นภาวะที่เพิ่งมีการศึกษาพบในปี 1995 นับเป็นเวลามากกว่า 20 ปีหลังจากที่ว่าบรูซลีเสียชีวิตที่มีการรายงานภาวะนี้ อาการชักสามารถเกิดขึ้นได้จากความเครียดซึ่งพบว่าบรูซลีเริ่มมีความเครียดสูงก่อนจะมีอาการชักครั้งแรกก่อนจะเสียชีวิตตามมา เขาไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักทั้งฯที่เริ่มมีอาการชักและไม่ได้รับการรักษาด้วยยากันชัก

SUDEP (Sudden unexplained death in epilepsy) หรือ “การเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันใน ผ.ป.โรคลมชัก คืออะไร

SUDEP (Sudden unexplained death in epilepsy) หรือ “การเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันใน ผ.ป.โรคลมชัก

การเสียชีวิตเนื่องจากโรคลมชักเป็นปัญหาที่รุนแรงในผู้ที่เป็นโรคลมชัก ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าผู้ป่วยโรคลมชักประมาณ 40% ที่เสียชีวิตมีสาเหตุที่เกี่ยวกับอาการชัก เช่น จากความผิดปกติของระบบประสาทที่ก่อให้เกิดอาการชัก อุบัติเหตุจากการชัก ชักแบบไม่หยุด (status epilepticus) การฆ่าตัวตาย และการเสียชีวิตจากภาวะ SUDEP และพบว่า SUDEP พบได้ประมาณ 8% ถึง 17% ของผู้ป่วยโรคลมชักที่เสียชีวิต

เกณฑ์การวินิจฉัยการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันใน ผ.ป.โรคลมชัก SUDEP มีดังนี้:
1. ผู้ป่วยมีโรคลมชัก
2. ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างกะทันหันในขณะที่มีสุขภาพสมบูรณ์
3. เสียชีวิตอย่างกะทันหัน (เช่น ภายในไม่กี่นาที)
4. เสียชีวิตในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่ปกติ
5. สาเหตุของการเสียชีวิตที่ไม่สามารถระบุมีสาเหตุอื่นฯที่ทำให้เสียชีวิตได้จากการชันสูตรศพ
6. สาเหตุของการเสียชีวิตไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการชักหรือการมีอาการชักแบบไม่หยุด (status epilepticus)

ปัจจัยเสี่ยงหลักสำหรับการเกิด SUDEP คือ:
1. ผ.ป.โรคลมชักที่มีอาการชักบ่อยครั้งหรือชักที่ดื้อต่อยา
2. ผ.ป.โรคลมชักที่มีอาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว (Generalized Tonic-clonic seizure)
3. ชักในขณะหลับ และอยู่เพียงคนเดียว

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ: เช่น
1. ผ.ป.ที่เริ่มมีอาการชักตั้งแต่อายุยังน้อย มีรายงานการเกิด SUDEP มากที่สุดในผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการชักตั้งแต่อายุ 18-40 ปี
2. มีความบกพร่องทางยีนจากพันธุกรรม
3. เพศชาย
4. ป่วยเป็นโรคลมชักมาเป็นเวลานานหลายปี
5. ทานยากันชักไม่สม่ำเสมอหรือขาดยากันชัก
6. เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังและมีโรคลมชักร่วมด้วย

สาเหตุของ SUDEP 

สาเหตุของ SUDEP 

ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่าปัจจัยต่อไปนี้อาจมีบทบาทใน SUDEP ไม่ว่าจะโดยลำพังหรือรวมกัน: เช่น
 
ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ
ปัญหาทางเดินหายใจมักพบในผู้ป่วยที่มีอาการชักและได้รับรายงานในผู้ป่วยที่มีอาการ SUDEP และเกือบเสียชีวิตจาก SUDEP ตรวจพบว่ามีปริมาณออกซิเจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญและพบว่ามีภาวะหยุดหายใจ (sleep apnea) เกิดขึ้นเนื่องจากจากการที่ศูนย์ควบคุมการหายใจถูกยับยั้งจากการชัก คือไฟฟ้าจากการชักมีผลต่อศูนย์กลางควบคุมทางเดินหายใจในสมองก่อให้เกิดการยั้บยั้งศูนย์กลางควบคุมทางเดินหายใจทำเกิดภาวะหยุดหายใจได้ นอกจากนี้มีสมมุติฐานว่า การที่ผู้ป่วยชักอยู่ในขณะท่านอนคว่ำจะมีผลทำให้มีการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบนได้ง่ายกว่าและจะก่อให้เกิดภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจ (Obstructive sleep apnea)

การศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่เสียชีวิตจาก SUDEP มักจะพบอยู่ในท่านอนคว่ำเสียส่วนใหญ่ ดั้งนั้นเชื่อว่าการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการสำลักจะมีความสัมพันธ์กับการก่อให้เกิดการสียชีวิตจาก SUDEP

ภาวะหัวใจวายอาจมีบทบาทก่อให้เกิด SUDEP

ภาวะหัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ
ภาวะหัวใจวายอาจมีบทบาทก่อให้เกิด SUDEP มีรายงานการพบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่รุนแรงในผู้ป่วยโรคลมชักที่อาจจะเกิดในขณะที่มีอาการชักหรือไม่มีอาการชัก

มีรายงานการตรวจพบทั้งภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติที่พบบ่อยกว่าหรือเต้นช้าผิดปกติในผู้ป่วยโรคลมชัก อีกกลไกที่ อาจจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากภาวะ SUDEP เกี่ยวข้องกับการนำไฟฟ้าผิดปกติที่หัวใจ เรียกว่าภาวะ QT prolong ที่อาจจะเป็นผลจากการชักหรือภาวะชักมีผลต่อระบบควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติทำให้ผู้ป่วยมีหัวใจเต้นผิดจังหวะและหยุดทำให้เกิดการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน

มีการศึกษายืนยันแล้วพบว่าโรคลมชักที่มีสารพันธุกรรมผิดปกติตั้งแต่วัยเด็กมีผลทำให้เกิดภาวะ QT prolong และอาจจะมีบทบาททำให้เกิดภาวะ SUDEP ความผิดปกติของสารพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคลมชักเหล่านี้ เช่น KCNQ1, SCN1A, LQTS, KCNH2 และ SCN5A มีการตรวจพบได้ในผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากภาวะ SUDEP ซึ่งเป็นยีนที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะ QT prolong

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับยา

มีการตรวจพบว่า ผู้ป่วยโรคลมชักที่เสียชีวิตจากภาวะ SUDEP มีระดับของยากันชักมีระดับต่ำกว่าระดับมาตรฐานในการรักษาอาการชัก น่าจะเป็นสาเหตุมาจากการที่ผู้ป่วยขาดยากันชักหรือทานยากันชักไม่ครบ หรือไม่เพียงพอในการรักษาอาการชัก  

การถอนยากันชักในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการชักอยู่ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการชักซ้ำและอาจจะก่อให้เกิดภาวะเสียชีวิตจากภาวะ ​​SUDEP ได้ นอกจากนี้มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่ใช้ยากันชักหลายตัว ซึ่งอาจจะเป็นบ่งชี้ว่าผู้ป่วยที่มีอาการชักมากอยู่หรือดื้อต่อยากันชัก ซึ่งจะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะการเสียชีวิตจากภาวะ SUDEP สูงกว่าผู้ป่วยที่ ใช้ยากันชักน้อยตัวกว่า

วิธีการปฏิบัติเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากภาวะ SUDEP?

  1. การทานยากันชักอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ไม่ลืมทานยาหรือขาดยากันชัก
  2. การรักษาป้องกันไม่ให้เกิดอาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว
  3. ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงอาการชักในขณะหลับไม่ควรอาศัยอยู่แต่เพียงลำพังคนเดียว
  4. ควรได้รับการติดตามดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสม่ำเสมอ

นอกจากนี้มีรายงานการเสียชีวิตจากภาวะ SUDEP ในดาราฮอลลีวู้ด
และนักกีฬาโอลิมปิก เช่น

คาเมรอนบอยซ์ (Cameron Boyce)

คาเมรอนบอยซ์ (Cameron Boyce) ดาราจากวอลล์ดิสนีย์
คาเมรอนบอยซ์ (Cameron Boyce)

คาเมรอนบอยซ์ (Cameron Boyce) ดาราจากวอลล์ดิสนีย์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2562 ขณะอายุ 20 ปี เขาเริ่มอาชีพนักแสดงเมื่ออายุ 9 ขวบและเคยแสดงในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Eagle Eye”, “Grown Ups” และ “Grown Ups 2” เช่นเดียวกับซีรี่ส์ Disney Channel “Jesse” และ “The Descendants”

บอยซ์ถูกพบว่า นอนหมดสติและเสียชีวิตในบ้านของเขา ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตเนื่องจากเขามีอาการชักในขณะนอนหลับจากการชันสูตรศพยืนยันว่าสาเหตุของการตายคือ “การเสียชีวิตอย่างกะทันหันโดยไม่คาดคิดในโรคลมชัก” หรือ SUDEP

Griffith Joyner 

Griffith Joyner: นักกีฬาสามเหรียญทองกีฬาโอลิมปิก
Griffith Joyner: นักกีฬาสามเหรียญทองกีฬาโอลิมปิก

นักกีฬาสามเหรียญทองกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนเสียชีวิตจากภาวะ SUDEPหลังจาก มีอาการชักในขณะนอนหลับ

Griffith Joyner ซึ่งเป็นนักกีฬาสามเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1988 ที่กรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 กันยายน 1988 ที่บ้านของเธอใน Mission Viejo เธอมีโรคลมชักจากสาเหตุเส้นเลือดในสมองผิดปกติแต่กำเนิดที่เรียกว่า cavernous angioma มีรายงานว่าเธอเสียชีวิตในท่านอนหน้าคว่ำ ที่บ้านโดยไม่มีสาเหตุผิดปกติอย่างอื่นที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต ผลจากการตรวจพิสูจน์ศพไม่พบว่ามีความผิดปกติใดฯ ที่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิต มีข้อบ่งชี้ว่าเธออาจจะไม่ได้ทานยากันชักอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

Jett Travolta 

Jett Travolta เป็บลูกชายของจอห์น ทราโวลต้า
Jett Travolta

Jett Travolta เป็บลูกชายของจอห์น ทราโวลต้า ดาราฮอลลีวูดชื่อดังซึ่งป่วยเป็นโรคลมชักมาก่อน เสียชีวิตจากภาวะ SUDEP หลังจากมีอาการชักมาเป็นเวลาหลายปีหลังจากมีอาการป่วยเป็นโรคคาวาซากิในช่วงวัยเด็ก ก่อให้เกิดโรคลมชักตามมา

Jett Travolta เสียชีวิตเมื่อขณะอายุ 16 ปีในเดือนมกราคม 2552 ที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดท่องเที่ยวของครอบครัวที่หมู่เกาะบาฮามาส ปรากฏว่ามีคนไปพบว่า Jett Travolta นอนหมดสติอยู่ในห้องน้ำในช่วงเช้าที่รีสอร์ทที่ครอบครัวพักอยู่และได้มีการผ่าศพพิสูจน์หาสาเหตุของการเสียชีวิต แพทย์ได้ลงความเห็นว่าสาเหตุของการเสียชีวิตของ Jett Travolta มาจากภาวะ SUDEP

Jett Travolta ได้รับการรักษาโรคลมชักมาเป็นเวลาหลายปีโดยการทานยากันชักแต่ก็ไม่สามารถคุมอาการชักได้ทั้งหมด เขายังมีการชักอย่างรุนแรงทุกอาทิตย์ ดั่งนั้นคุณพ่อคุณแม่ของ Jett Travolta จึงได้ตัดสินใจหยุดการใช้ยากันชักเนื่องจากกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากยากันชัก และไปใช้การรักษาทางเลือกโดยวิธีธรรมชาติและไม่ได้ทานยากันชักเลย

สาเหตุของการเกิด SUDEP น่าจะเนื่องจากการขาดยากันชัก

การบูรและน้ำมันยูคาลิปตัสเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้

ดร. นพ.โยธิน ชินวลัญช์

การดมกลิ่นการบูรและน้ำมันยูคาลิปตัสอาจจะเป็นสาเหตุกระตุ้นการเกิดอาการชักใน ผ.ป.โรคลมชักได้ ในการศึกษาพบว่าการบูรและน้ำมันยูคาลิปตัสซึ่งสารทั้งสองมีที่ใช้ในสูตรยาสามัญทั่วไป เช่น Vicks, Tiger Balm เป็นต้น จากการศึกษาเหล่านี้ถูกตีพิมพ์ ในวารสาร Epilepsia Open ในปี 2560พบผู้ป่วย 10 รายที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีอาการชักจากการสูดดมน้ำมันยูคาลิปตัส มีผู้ป่วย 8 รายมีชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว (GTCS) และมี 2 รายที่มีอาการชักแบบเหม่อลอย (CPS) นาน 2-10 นาทีเมื่อสูดดมน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสและน้ำมันการบูร  

พบว่าส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ของทั้งน้ำมันยูคาลิปตัสและน้ำมันการบูร คือ สาร 1, 8 – cineole ซึ่งเป็น ซึ่งเป็นสารกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ ส่วนการบูรแต่เดิมใช้เป็นสารใช้ในผู้ป่วยโรคจิตที่เนี่ยวนำให้เกิดอาการชักในการรักษาอาการทางจิต ก่อนที่จะมีการพัฒนามาใช้การกระตุ้นไฟฟ้าแทนในการรักษา ผ.ป.โรคจิต

เวลาดมกลิ่นจะมีการกระตุ้นที่เยื่อบุในโพรงจมูกและจะถ่ายทอดกระแสประสาทภายในเสี้ยววินาทีไปยังส่วนสมอง ส่วน Insular และฮิบโปแคมปัสซึ่งเป็นส่วนของสมองที่มีบทบาทสำคัญใน ผ.ป. โรคลมชัก เช่น การเกิดอาการชักแบบเหม่อลอยในผ.ป.โรคลมชักแบบ temporal lobe epilepsy พบว่าสมองส่วนนี้มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดอาการชัก

จากการศึกษาใน ผ.ป.จำนวน 190 คน ใน ผ.ป.โรคลมชักที่คลินิกโรคลมชัก พบว่ามีการใช้น้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสและน้ำมันการบูร  ในการรักษาอาการปวดศีรษะ ไข้หวัด นอนไม่หลับและปวดกล้ามเนื้อและกระดูก พบว่าส่วนใหญ่ใช้ในทางที่ผิดและพบว่า 9% มีติดยาดมน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสและน้ำมันการบูร  และพบว่าประมาณ 52% มีการใช้มานานกว่า 6 ปี จาการศึกษาพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการชักกำเริบจากการใช้ยาดมน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสและน้ำมันการบูรเหล่านี้ และทำให้มีอาการชักที่ต่อเนื่องตามมา จากข้อมูลที่ได้พบว่าการใช้ยาดมน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสและน้ำมันการบูรมมีความสัมพันธ์ทั้งใน ผ.ป.ที่มีอาการชักครั้งแรกและเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการชักซ้ำใน ผ.ป.โรคลมชัก และเชื่อว่าการใช้ยาดมน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสและน้ำมันการบูรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการชักที่ไม่รู้มาก่อนเหมือนปัจจัยอื่นฯ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ เช่น การอดนอน ภาวะเครียด อากาศร้อน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลิ่นที่แรงฯ จากสารบางประเภท (กลิ่นจากกาว น้ำมันเบนซีน) เป็นต้น

จากการศึกษานี้พบว่าส่วนใหญ่โหมดการใช้น้ำมันหอมระเหยใน ผ.ป.ที่มีอาการชัก เป็นการทาเฉพาะที่ เช่น ทาที่บริเวณหน้าผากจมูก ลำคอ สูดดม แบบละอองไอน้ำระเหยหลังจากผสมกับน้ำและ การบริโภค พบว่าระยะเวลาที่เริ่มมีอาการชักหลังจากสูดดมคือ 2 ถึง 10 นาที หรือหลังจากการมีการบริโภคโดยการดื่มกิน คือ 30 นาทีถึง 4 ชั่วโมง และหลังจากทาเฉพาะที่คือ 1 – 24 ชั่วโมง

ดั้งนั้นในกรณีที่ ผ.ป.มีอาการชักเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากการใช้น้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ หรือโรคลมชักที่มีอาการชักซ้ำหลังมีการใช้ยาดมน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสและน้ำมันการบูร ควรที่จะต้องมีการประเมินว่าอาการชักที่เกิดขึ้นมีสาเหตุหรือเป็นปัจจัยที่มีผลจากการใช้สารเหล่านี้หรือไม่ จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าน้ำมันหอมระเหยที่เกี่ยวข้องกับอาการชักเป็นเรื่องที่พบได้และถือว่าอาจจะเป็นเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งทีกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ แพทย์ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงผลกระทบของการใช้สารหอมมระเหยเหล่านี้ จึงถูกมองข้ามไปใน ผ.ป.ที่มีอาการชักครั้งแรกหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักที่มีอาการชักซ้ำ

เมื่อพิจารณาถึงการใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างกว้างขวางและอาจจะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ ดั้งนั้นควรมีการศึกษามากขึ้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาดมน้ำมันหอมระเหยและผลต่อการเกิดการชัก และในโรคลมชักดั้งนั้นผู้ป่วยโรคลมชักทุกคนควรได้รับคำแนะนำหรือหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยที่อาจจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้

Reference:

INTERNATIONAL EPILEPSY NEWS ISSUE 2 – 2019


MEDTRONIC APAC Epilepsy Symposium

Severance Hospital, Korea

Course Objective:
The participants will be able to consider DBS as an effective treatment option for Epilepsy disease and further to increase DBS application through knowing the patient selection, lead target region and post-op management.

The workshop will cover the following aspects.
⚫ Review of Clinical Evidence of Epilepsy DBS
⚫ Pathological Brain Network in Patients with Epilepsy
⚫ Patient Selection & Collaboration of Multidisciplinary Team
⚫ Optimization of Medication and Stimulation & Trouble shooting 

⚫ Consideration Factors of Surgical Procedure
⚫ Stimulation Targets for Epilepsy
⚫ Imaging and Pre-operative Planning for ANT DBS

Target attendees are:
Interested in Epilepsy DBS are welcome to join, particularly those regions attempting to expand DBS application to Epilepsy disease.(Skill-up in both neurologists and neurosurgeons)

Course Director Information:

Prof JukkaPeltolaDepartment of Neurology
Tampere University Hospital, Finland
Prof KaiLehtimäkiConsultant neurosurgeon
Tampere University Hospital, Finland
Dr. JohnArcherDepartment of Neurology Heidelberg Neurology, AustraliaProf Jin Woo ChangDepartmentof Neurosurgery Severance Hospital, Korea
Prof Jung Il LeeDepartment of Neurosurgery Samsung Medical Center, KoreaProf Won Seok ChangDepartmentof Neurosurgery Severance Hospital, Korea

AGENDA (DOWNLOAD)

DATE: Jan 17-18(FRI-SAT), 2020
TARGET: APAC PHYSICIANS
VENUE: SEVERANCE HOSPITAL, KOREA